ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้การอ่านจับใจความ เรื่องพระยาแล ด้วยวิธีการสอน
แบบพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ผู้เขียน นางสาวอรสา ประทุมถิ่น
ปีที่พิมพ์ 2554
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้การอ่านจับใจความ เรื่องพระยาแล ด้วยวิธีการสอนแบบพหุปัญญาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ E1 / E2 เท่ากับ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎี พหุปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้การอ่านจับใจความด้วยวิธีการสอนแบบพหุปัญญา เรื่องพระยาแล เพื่อส่งเสริมความสามารถตามรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 35 คน สุ่มตัวอย่างอาศัยความน่าจะเป็นด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนจัดการเรียนรู้ เรื่องพระยาแล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพระยาแล จำนวน 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน ตามทฤษฎีพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติแบบไม่อิสระและแบบอิสระและการวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีชื่อเรียกว่า MAREC Model มีองค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน ระบบสังคม หลักการตอบสนองและสิ่งสนับสนุน ซึ่งมีกระบวนการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นครูทำเป็นแบบอย่าง (Motivation : M) 2) ขั้นครูตั้งคำถามก่อนแล้วให้นักเรียนตั้งคำตอบเอง (Action : A) 3) ขั้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามด้วยตนเองและหาคำตอบ (Reflection 0f Knowledge : R) 4) ขั้นประเมินผล (Evaluation : E) และ 5) ขั้นนำความรู้ไปใช้ (Construction of Knowledge : C) และรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.75 / 90 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 80 / 80 ปรากฏว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ความสามารถในการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมการอ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่สถิติระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดโดยเฉพาะบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายความตึงเครียดสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และนักเรียนสามารถคิดสร้างสรรค์ ใช้สติปัญญาในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะการฟัง - พูดภาษาอังกฤษ โดยการสอนการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) และเพลง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน นางจารุณี ชัยบุญ
ปีที่พิมพ์ 2555
บทคัดย่อ
การศึกษารายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง - พูดภาษาอังกฤษ โดยการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) และเพลง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อดัชนีประสิทธิผลแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) กองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 แผน 2) เพลงประกอบการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 เพลง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ .67 ขึ้นไป มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ .20 ถึง .88 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88 สถิติที่ใช้ในการทดลองได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ ผลการทดลองปรากฏดังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.90/83.79 นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากพฤติกรรมการเรียนและการทดสอบย่อยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 177.24 คิดเป็นร้อยละ 88.90 และนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยเท่ากับ 25.14 คิดเป็นร้อยละ 83.79 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) สามารถพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้
2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเท่ากับ .68 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 68
โดยสรุป การพัฒนาทักษะการฟัง - พูดภาษาอังกฤษ โดยการสอนแบบแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) และเพลง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น สามารถทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการฟัง -พูดภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงขึ้น มีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และทำให้ได้นวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร